สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน

posted on 28 May 2011 13:47 by world-girl-life

                สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน

                ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มนุษย์เราพัฒนามนุษย์โลกให้ก้าวหน้า ล้ำสมัยตลอดเวลา มีการพัฒนาสังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์อยู่เสมอ แต่กลไกสำคัญที่อยู่ในตัวเราเป็นตัวช่วยพัฒนาสิ่งต่างๆจนมาถึงทุกวันนี้ได้ นั่นก็คือ สมอง จนบ่อยครั้งก็เกิดคำถามขึ้นมากมายกับสมองว่า สิ่งอันน่าทึ่งนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมกลไกต่างๆที่ซับซ้อนมากขนาดนั้นถึงทำงานได้  แล้วมีใครเป็นผู้ควบคุม? ซึ่งภาพเหล่านี้ อาจมองได้ชัดขึ้น หากเราเปรียบเทียบ คน กับ หุ่นยนต์   มนุษย์ส่วนใหญ่คงมองหุ่นยนต์ว่าเป็นแค่สิ่งของที่พวกเขาสร้างขึ้น เพื่อให้ทำตามคำสั่งเท่านั้น หุ่นยนต์ก็แค่หุ่นยนต์ คิดเองไม่ได้  เหมือนๆกันหมด  แต่คนเรานี่สิ มีเอกลักษณ์  มีตัวเราคนเดียว แค่หนึ่งเดียวในจักรวาล มีความคิดเป็นของตัวเอง เป็นสัตว์ที่ประเสริฐที่สุด แต่ความเป็นจริงก็คือ ธรรมชาติต่างหากที่สร้างสภาพแวดล้อมของแต่ละคนให้ไม่เหมือนกัน  คนเราแต่ละคนจึงออกมาแตกต่างกัน  สมองเป็นเพียงผลพวงอย่างหนึ่งของการผลิตสิ่งต่างๆของธรรมชาติ  และนั่นก็แสดงให้เห็นว่า  ธรรมชาติต่างหากที่เป็นสิ่งที่น่าทึ่ง และน่าภาคภูมิใจที่สุดที่มีอยู่บนโลกนี้  “ไม่ใช่สมองมนุษย์”

                หนังสือเล่มนี้ ได้รับรางวัล S.E.A. WRITE ประจำปี 2542 และในปี 2540 ด้วยเรื่องประชาธิปไตยบนเส้นขนาน อย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้นอกจากจะกล่าวถึง ลักษณะความเป็นไปของความคิดที่แตกต่าง ชีวิตผู้คนอันหลากหลาย ความดีงาม หรือแนวความคิดทางปรัชญา สัญชาตญาณดิบและความคิดอันน่าขยะแขยงของมนุษย์แล้ว ยังทำให้เราตื่นเต้นกับสิ่งที่ผู้เขียนกำลังจะเล่าต่อไป  เงื่อนงำ ปมต่างๆ ที่ผู้เขียนผูก ทำให้เราคิดต่อได้ว่า ปมนั้นจะถูกแก้ด้วยวิธีการเดียวกันกับแบบที่เราคิดหรือไม่   และสุดท้ายจุดจบของตัวละครต่างๆที่มีความขัดแย้งภายในอยู่ในเรื่องนั้น จะเป็นอย่างไร

                หนังสือเล่มนี้บอกไม่ได้ชัดเจนนักว่าเป็นหนังสือประเภทใด  บางคนก็ว่าเป็นเรื่องสั้น 17 เรื่อง บางคนก็ว่าเป็นเรื่องสั้นที่ร้อยกันเป็นเรื่องยาว  บางคนก็ว่าเป็นเรื่องยาว ที่เอามามองให้เป็นเรื่องสั้น 17 เรื่องต่อๆกัน โดยแต่ละเรื่องราวนั้น ถูกถ่ายทอดผ่านตัวอักษรได้อย่างราบรื่น  แต่บางคนก็ว่า หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เหมาะสมแล้วหรือ กับรางวัลซีไรต์

          สิ่งสุดท้ายที่จะได้เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ นั่นก้คือ คนเราคงจะมีความเข้าใจความคิดของคนอื่นได้มากขึ้น และหวังว่าเพื่อนๆจะมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะอย่างน้อยนอกจากสนุกแล้ว ก็จะทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้นพร้อมๆกันไปด้วย

edit @ 5 April 2010 13:50:03 by Sylarrrr



edit @ 28 May 2011 14:03:53 by Sylarrrr

 เสรีภาพ..ก้าวก่ายหรือเปิดกว้าง?

               หากจะมองเสรีภาพในแง่บวกแล้ว  เสรีภาพก็คือ การที่บุคคลสามารถทำให้ศักยภาพของตนปรากฏขึ้นมา หรือการแสดงออกถึงความเป็นปัจเจกบุคคลของตนเอง ไม่ว่าจะด้วยการแสดงความคิดเห็น หรือการวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้ความพยายามของตนเองสู้กับสติปัญญาของผู้อื่น เพื่อยกระดับให้ขอบเขตของเสรีภาพกว้างขึ้น แต่หากจะมองในแง่ลบ เสรีภาพก็คือ กระบวนการที่มนุษย์พยายามหลุดพ้นจากพันธนาการในเรื่องต่างๆ พยายามทำตนเองให้หลุดออกจากรอบ ซึ่งเสรีภาพทั้งสองแบบนี้ ล้วนต้องแลกมาด้วยกฎข้อบังคับ หรือการจำกัดขอบเขตที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้สิ่งที่เป็นตัวกำหนดขอบเขตของเสรีภาพนั้น นอกเหนือจากกฎหมายแล้ว การศึกษาก็ยังเป็นตัวช่วยกำหนดขอบเขตของเสรีภาพด้วย ภูมิหลังการศึกษาของแต่ละบุคคลจะสะท้อนถึงความเชื่อและพฤติกรรมใดๆที่เกี่ยวเนื่องกับเสรีภาพด้วย เพราะหากไม่มีตัวกำหนดขอบเขตของเสรีภาพแล้ว เราก็จะนึกถึงแต่เสรีภาพเฉพาะของตนเองแต่ไม่นึกถึงเสรีภาพของผู้อื่น ซึ่งหากเกิดการก้าวก่ายกันระหว่างบุคคล ก็จะนำไปสู่การขัดแย้งได้

                จากข้อสรุปของเสรีภาพที่กล่าวมา คิดว่าการมีเสรีภาพทั้งในการ พูด ทำ คิด เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ทำให้โลกมีการพัฒนาทั้งในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และวิทยาศาสตร์ แต่การพูด ทำ คิด ของเรานั้นก็ต้องมีขอบเขต ขอบเขตในที่นี้ไม่ได้หมายถึงขอบเขตที่จะนำไปสู่การปิดกั้นจินตนาการ แต่หมายถึงขอบเขตที่จะนำไปสู่การล่วงล้ำเสรีภาพของผู้อื่น หรือการทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นเสรีภาพในความคิดของฉันคือ สิ่งที่จะนำประโยชน์มาสู่มนุษย์ด้วยกัน ฉันจึงรู้สึกเห็นด้วยกับความคิดที่ว่าเสรีภาพเป็นสิ่งที่ดี แต่การจะมีเสรีภาพที่ดีอย่างสมบูรณ์ได้นั้นก็ต้องรู้จักขอบเขตด้วย

edit @ 13 Sep 2010 10:25:31 by Sylarrrr

edit @ 28 May 2011 14:02:44 by Sylarrrr

แล้วใครจะชดใช้

posted on 28 May 2011 13:12 by world-girl-life

แล้วใครจะชดใช้?

            ก่อนที่จะถูกประณาม  ก่อนที่เรื่องราวจะเกิดขึ้น  ก่อนที่ทุกอย่างจะพัง  ชีวิตฉันก่อนหน้านั้นยังคงปกติ....

            เรื่องมันเกิดขึ้น  เมื่อคืนวันหนึ่ง   ตอนที่ฉันกำลังจะกลับบ้าน ในขณะที่ฉันกำลังเดินไปตามถนน ท้องฟ้ามืดสนิท ไม่มีใครอยู่เลยบนถนนรอบๆข้างที่ฉันกำลังเดินอยู่  ทันใดนั้น! อยู่ๆก็มีชายคนหนึ่งร่างใหญ่ ผิวคล้ำ ตัวสูงมาก มันทำท่าจะวิ่งตรงเข้ามาที่ฉัน ฉันวิ่งหนี วิ่งหนี วิ่ง วิ่ง วิ่ง มันตามทันแล้ว! มันจับฉัน มันต่อยท้อง! ตบปาก! ฉันจุก ฉันเจ็บ เลือดฉันออก มันจิกหัวฉัน ทำทุกอย่าง ที่ไม่คิดมาก่อนว่า ฉันจะถูกทรมารจาก “คน” ด้วยกันเอง ได้มากเพียงนี้ ในที่สุดมันก็ลากชั้นไปถึงสถานที่ที่หนึ่ง สัญชาตญาณของผู้หญิงในขณะนั้นบอกชั้นว่า มันคือ โรงแรมม่านรูด ...ไม่ ไม่ ไม่ ในหัวดังก้อง ฉันไม่อยากจะคิด ไม่อยากจะนึก  ไม่อยากรับรู้  ว่าต่อไป..อะไรจะเกิดขึ้น  น่าเศร้า...สุดท้าย ฉันก็รู้ตัวว่า ตัวเองกำลังถูกจับให้มาเป็นผู้หญิงขายตัว  แล้วร่างอันเปลือยเปล่าของชั้นก็อ้อนวอนกับชายคนนั้นว่า “อย่าเลย  เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำไมต้องทำกันขนาดนี้” มันตอบแค่ว่า “ก็เพราะกูไม่รู้จักมึงน่ะสิ ” หลังจากวันนั้น ฉันก็ขายตัวอยู่ที่นั่น เวลาผ่านไป จิตใจรอความช่วยเหลือ แต่แล้วเรื่องที่น่ารันทดยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น วันหนึ่งขณะที่กำลังรับแขก  แขกชั้น ผู้ชายคนนั้นก็เดินเข้ามาในห้อง เมื่อเขาหันมามองฉัน ทำให้ชั้นตกใจสุดขีด เพราะชายคนนั้นคือเพื่อนสมัยเด็กของชั้นเอง ฉันคิดว่าเขาจะมาช่วยฉันออกไป แต่ทันใดนั้นเองประโยคแรกที่ฉันได้ยิน จากเขาคนนั้นก็คือ  “ไม่คิดเลยนะว่าจะเป็นผู้หญิงแบบนี้ มองเผินๆ ก็ดูใสซื่อบริสุทธิ์ดี เอาเข้าจริง..เน่าเฟะ” ประโยคถัดมา ยิ่งทิ่มแทง ให้หัวใจร้องไห้หนักกว่าเดิม “อย่าห่วงเลย จะไม่บอกใครหรอก ใครจะไปอยากรู้ประวัติผู้หญิงเน่าเฟะ เละเทะของคนอย่างเธอ แต่อย่าลืมนะ ว่าความลับ “...มันไม่มีในโลก…”

            ฉันแค่อยากร้องตะโกน “ฉันไม่ได้ทำ”  “ฉันถูกจับมา”  “ฉันโดนรังแก”   “ฉันถูกข่มขืน มันตบฉัน มันต่อยฉัน ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย ฉันไม่ได้ทำ” ...“ฉันไม่ได้ทำ!”

แต่สิ่งที่เล็ดลอดออกมาจากฉัน มีเพียง..ความเงียบและน้ำตา

            เพื่อน..หรืออดีตพื่อน เดินออกจากห้องไปแล้ว ชั้นไม่ได้เรียกร้องความช่วยเหลือใดๆ  จากเขา สุดท้ายแล้ว ชั้นไม่ได้พูดคำว่า “ช่วยด้วย” แม้แต่ครั้งเดียว มีเพียงหนึ่งคำที่ผุดขึ้นมาในหัวชั้น แล้วชั้นก็ตะโกนออกไปดังๆ นั่นคือ “แล้วใครจะชดใช้”

            ถ้าใครสักคนเดินผ่านแถวนี้ ในเวลานั้น  คงจะได้ยินแต่เสียงร้องโหยหวน พร้อมกับเสียงร้องไห้ของชั้น โหยหวน..อย่างกับหมาถูกแย่งกระดูก แต่กระดูกชิ้นนั้นก็คงไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อเทียบกับคำว่า “ศักดิ์ศรี”

            ทันใดนั้นเอง ฉันสะดุ้งตื่น! ปาดคราบน้ำตา พร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆว่า “นี่ฉัน..ฝันไปหรอเนี่ย”

edit @ 28 May 2011 14:03:02 by Sylarrrr

นิ้วกลม กม กม กม~

posted on 17 Apr 2009 23:38 by world-girl-life

หัวใจพองโตครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?


หน้าแดงปี๊ด ขนลุกซู่ ใจเต้นตุบตับๆๆ รู้สึกดีมากๆๆ

 

แบบอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้

 


สาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกอย่างงั้นก็เพราะ

หนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า   “The Soundtracks of my love”เพลงรักประกอบชีวิต ที่นิ้วกลมเขียน 

 

ไม่ได้มีสาระ อะไรมากมาย

แต่ทำให้หัวใจพองโตสุดๆๆ

หนังสือเล่มนี้ทำให้เรานึกถึงหลายตอน

 

นึกถึงตอนนั้น ตอนที่นั่งข้างหลังเพื่อนคนนั้น

คนที่เราแอบชอบมันมา 3 ปี แต่ก็ไม่เคยบอก

 

นึกถึงตอนที่ มีคนมาชอบครั้งแรก คุยโทรศัพท์กันจนเช้า 

 แม่ด่าจนหูชา

ส่งจดหมายกันไปมา (สมัยนั้น ยังจดหมายอยู่อ่ะนะ ฮ่าๆ)

นวันนึง ก็เลิกส่งกันไปเอง

 

นึกถึงแฟนคนแรก ที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน

ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ ปรับทุกข์และสุข

พูดคุยกัน ทะเลาะกัน และพยามอย่างมากที่จะเข้าใจกัน

 

จนถึงวันนึง ที่ต้องจากกันไป 

 

อ่านหนังสือเล่มนี้จบ จะบอกว่ามีความสุขก็คงใช่ จะบอกว่าทุกข์ก็คงไม่เชิง

เพราะถึงแม้ว่านิ้วกลมไม่ได้บอกจุดจบของเขาและเธอ

ต่มันก็ดูเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ของชีวิตของเขาและเธอ

 

เพราะเค้ารักกันได้มาก และเข้าใจกันมากขนาดนั้น

 

ซึ่งต่างจากของเรา ที่วันนี้ไม่มีใครให้ปรับความเข้าใจกันอีกแล้ว 

 

แล้วยิ่งถ้าอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วเปิดเพลงที่นิ้วกลมพูดถึงคลอตามด้วยนะ

สิ่งที่จะคลอตามมา อาจจะเป็นน้ำตา ก็ได้..

 

 ขอให้อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างมากความสุข

เจอกัน entry หน้าค่ะ

 

edit @ 7 Jun 2009 22:13:52 by Sylarrrr



edit @ 28 May 2011 14:04:22 by Sylarrrr

เปิดโลกมนุษย์ต่างดาว ~

posted on 17 Apr 2009 00:35 by world-girl-life

edit @ 17 Apr 2009 00:45:14 by Sylarrrr

ชีวิต คือ การรู้จักตนเอง     โสเครตีสเคยว่าไว้ 

ไม่ว่าจะกี่ปี กี่เดือน กี่วัน ที่ผ่านมาในชีวิตเรามีความเชื่อหนึ่งอยู่ตลอดว่า

ทุกคนมีโลกเป็นของตัวเอง

 มาจากดาวคนละดวง 

 และมันก็ทำให้ 

 

 มนุษย์ทุกคน ล้วนดูเป็นเอเลี่ยนสำหรับกันและกัน

 

ทำไมแม่งไม่เข้าใจกุวะ

ทำไมไม่คิดถึงใจกุบ้างวะ

แม่งคิดอะไรอยู่วะ

ทำไมมันทำแบบนี้วะ 

บลา บลา บลา ~

 

แต่พอได้มาเจอกันคนๆหนึ่ง

มันก็ทำให้เราคิดได้ว่...าบางที

เราอาจจะคิดถึงใจตัวเองมากเกินไป

 

พยายาม สำรวจ เข้าใจ และเข้าข้างตัวเองมากเกินไป

 

ไม่มอง ไม่คิดถึง หัวใจ ของคนอื่น

 

 ที่โสเครตีสบอกว่าชีวิต คือ การรู้จักตัวเอง

  ก็คงจะจริง

แต่มันก็คงจะดีขึ้นอีกไม่น้อย

 

ถ้าเรารู้จัก เอา หัวใจ  ของเรา  ไปlสำรวจใน หัวใจ ของคนอื่นบ้าง

 

โลกที่เคยดูเป็นสีขาวๆ เทาๆ ทึมๆ ใบนี้

อาจจะเปลี่ยนสี กลายเป็นสีชมพู   ก็ได้นะ

 

แค่เราห่วงใยคนอื่น ใส่ใจสิ่งที่เค้าคิด ทำ และพูด

มนุษย์ต่างดาวหลายๆคน ที่อยู่กันคนละกาแลกซี่

วันนึงก็คงจะกลายเป็น มนุษย์โลก ที่พูดภาษาเดียวกันเข้าใจกัน

และก็ยังมีพื้นที่พิเศษที่หนึ่งที่จะได้ใช้ร่วมกันไปตลอด 

 

 หัวใจ ไง

 

 

edit @ 2 Jun 2009 18:44:05 by Sylarrrr